ภาพถ่าย

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สร้างและตกแต่งบ้าน ให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

 

สร้างและตกแต่งบ้าน ให้ถูกหลักฮวงจุ้ย (Lisa)


หน้าบ้านรับโชค 
         หน้าบ้านเป็นส่วนสำคัญที่สุดของบ้าน เพราะเป็นทางผ่านของโชคลาภ บานประตูหน้าบ้านต้องทำให้แข็งแรงทนทาน หากมีส่วนใดคดงอต้องรีบซ่อมแซมให้สมบูรณ์เหมือนเดิม และควรรักษาความสะอาดของหน้าบ้านอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรปล่อยให้ใบไม้เหี่ยวแห้งหล่นเกลื่อนกลาด ไม่น่ามอง ทางฮวงจุ้ยดีก็จะทำเสริมสิริมงคลให้ตัวบ้านยิ่งขึ้น


ข้อต้องห้ามของห้องน้ำ         แม้จะได้ชื่อว่าเป็นห้องสุขา แต่ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วระบุข้อห้ามไว้ไม่น้อยเหมือนกัน อาทิ ห้ามตั้งห้องน้ำอยู่กลางบ้าน เพราะจะทำให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเจ็บป่วยเกี่ยวกับเรื่องท้องไส้ ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับสุขอนามัยด้วย อีกทั้งห้ามตั้งห้องน้ำหรือประตูห้องน้ำตรงกับประตูบ้าน เพราะเมื่อเปิดประตูบ้านควรจะได้พบกับสิ่งสวยงามมากกว่าที่จะมาเจอห้องน้ำเลย


แต่งบ้านด้วยรูปภาพน้ำตก         ภาพวาดที่นำมาประดับประดา นอกจากความสวยงามแล้วยังแฝงความหมายอันเป็นมงคลอีกด้วย เช่น ภาพน้ำตก เชื่อว่าเป็นการเสริมโชคลาภ และกระแสน้ำต้องไหลในทิศทางที่เข้าสู่ตัวบ้านจึงจะถือว่าเป็นมงคล ถ้ากระแสน้ำไหลออกนอกบ้าน จะทำให้โชคลาภไหลออกจากบ้านหมด



หน้าต่างเป็นสิ่งที่คุณจะต้องวางตำแหน่งไว้ให้ดี         เพราะว่ามันเป็นช่องทางที่จะนำสิ่งดีและสิ่งร้ายมาให้ได้ในขณะเดียวกัน อย่างเช่น ไม่ควรหันหัวเตียงให้ชนหน้าต่างเพราะจะทำให้ฝุ่นควัน รวมทั้งแสงสว่างเข้ามารบกวนการนอน หากลักษณะห้องบังคับให้ใช้ผ้าม่านบังไว้

         หน้าต่างที่ถูกหลักควรจะเปิดออกไปข้างนอก เป็นรูปแปดเหลี่ยมหรือวงกลม ซึ่งอาจจะเสริมฮวงจุ้ยด้วยการวางต้นไม้เล็กๆ ไว้ที่ริมหน้าต่าง หรือแขวนกระดิ่งลมไว้ก็ได้เพื่อเสริมดวง นอกจากนี้ถ้าหน้าต่างหรือกระจกมีการแตกร้าวต้องรีบเปลี่ยนและซ่อมแซม เพราะจะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งบาดหมางใจขึ้นมาได้


ต้นไม้เป็นตัวแทนความเจริญเติบโตของบ้าน         ศาสตร์ของฮวงจุ้ยมีความเชื่อว่า ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต เป็นตัวแทนของพลังชี่ภายในบ้าน ดังนั้น ไม่ควรมีต้นไม้ใหญ่ปิดทางเข้าบ้าน ไม่ควรปลูกต้นไม้ เช่น ไผ่ กระถิน รกครึ้มจนมองไม่เห็นตัวบ้าน และหากต้นไม้ที่บ้านล้มหรือเอียง ตายทั้งยืนต้นให้จัดการโค่นทิ้งแล้วปลูกใหม่จะดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่ชิดบ้านเกินไป นอกจากจะทำให้บ้านทรุดเร็วแล้ว ก็จะทำให้คนที่อยู่ในบ้านรู้สึกอึดอัด อยู่บ้านไม่สบายเท่าที่ควร


ประตูบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญตามหลักฮวงจุ้ย         โดยถือว่าเป็นทางเข้าออกของพลังชี่หรือลม และเป็นเส้นทางของการนำเงินทองเข้า มาสู่ชีวิตด้วย ดังนั้นให้หลีกเลี่ยงการตั้งประตูหน้าต่างในแนวเดียวกัน อย่ามีต้นไม้ใหญ่มาขวางหน้าบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามทำซุ้มประตูเลียนแบบศาลเจ้า เน้นให้วงกบตรงไม่คดงอและทำกันสาดยื่นกันแดดออกมาเล็กน้อย จะทำให้บ้านรับเงินทองดี


บันไดตามหลักฮวงจุ้ยนั้นคือการเคลื่อนไหวภายในบ้าน         อย่างเช่นบ้านโมเดิร์นสมัยนี้ที่นิยมการเล่นระดับ รู้ไหมว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวภายในบ้านมีมากจนเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่บันไดมุ่งลงทางต่ำกว่าทางเข้าบ้าน ซึ่งจะมีผลให้ชีวิตมีรายได้ที่ลดต่ำลงนั่นเอง ในอีกลักษณะหนึ่งคือบันไดไม่ควรมุ่งตรงมาทางประตูบ้าน เพราะจะทำให้เงินทองไหลออกได้เช่นกัน หากไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ให้ใช้ฉากกั้นทางขึ้นบันไดแล้วคุณเดินอ้อมสักนิด หรือตั้งลูกแก้วบังทิศทางของบันไดไว้ก็สามารถบรรเทาได้เช่นกัน


ทางเข้าบ้านที่เหมาะสม         ทางเข้าบ้านไม่ควรทำเป็นทางลาดเทออกไป จะทำให้พลังชี่ไหลเวียนออกไปจนหมด แล้วยังทำให้โชคดีและเงินทองถ่ายเทไหลออกไปด้วย

         ส่วนทางเข้าบ้านที่มีความแคบหรือกว้างเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน ถือว่าไม่เป็นมงคล ดังนั้น การออกแบบสร้างบ้านจะต้องดูทางเข้าให้ได้สัดส่วน และกลมกลืนกับขนาดพื้นที่ของบ้านด้วย


โคมไฟเสริมฮวงจุ้ย         บ้านที่มีบรรยากาศซบเซา การติดโคมไฟประดับเพิ่มเติมสามารถช่วยให้บ้านสดชื่นขึ้นได้ อย่างเช่น ถ้าทางเข้าบ้านแคบให้ติดโคมไฟตามแนวทางเข้าจะช่วยให้คนในบ้านมีเรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต หรือติดโคมไฟตามระเบียงและดาดฟ้า นอกจากจะช่วยป้องกันโจรแล้ว ยังทำให้พลังชี่เข้ามาในบ้านในยามค่ำคืนอีกด้วย

         สำหรับห้องนอนไม่ควรติดโคมไฟไว้ที่หัวนอน เพราะจะรบกวนการพักผ่อนให้ตั้งไว้มุมห้องและเลือกหลอดที่ให้แสงสลัวเพื่อผ่อนคลาย


นาฬิกาไม่ใช่แค่สวย         นาฬิกาถือเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ดำเนินไป และยังแฝงนัยแห่งความสำเร็จก้าวหน้าด้วย ถ้าในห้องหนึ่งมีมากกว่า 2-3 เรือน ถือว่ามากเกินไปไม่สมดุลกับตัวห้อง ตำแหน่งที่ดีควรอยู่ซ้ายมือของคุณ (หันหน้าออกนอกบ้าน) และนาฬิกาทรง 6 เหลี่ยม และ 8 เหลี่ยม ถือเป็นรูปทรงที่เสริมมงคลโชคลาภ

9 วิธี ป้องกันภัยของผู้หญิง



                            มีบ่อยครั้งที่ผู้หญิงต้องตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมต่างๆ
        อาจเพราะว่าหลายคนมักเชื่อว่าผู้หญิงอ่อนแอเกินกว่าที่จะป้องกันตัวเองได้
รวมไปถึงความประมาทเลินเล่อเพียงเชื่อว่าเหตุการณ์ร้าย ๆคงไม่เกิดขึ้นกับเราหรอกนะ
ดังนั้น เราลองมาดูวิธีต่างๆกันว่า หากผู้หญิงต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแล้ว เราควรจะทำอย่างไรเพื่อเอาชีวิตรอดกันดี

1. เกร็ดความรู้จากศาสตร์ป้องกันตัวตามหลักของวิชาเทควันโด้กล่าวไว้ว่า ข้อศอกเป็นจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของร่างกาย หากถูกทำร้าย หรือกำลังจะถูกทำร้าย และคุณอยู่ในระยะที่ใกล้พอ จงใช้ข้อศอกให้เป็นประโยชน์ โดยการถองกบาลหรือกกหูมันแรงๆ

2. เขวี้ยงกระเป๋าไปไกลๆข้อแนะนำจากหนังสือแนะนำนักท่องเที่ยวเมืองนิวออร์ลีนส์เขียนไว้ว่า
หากผู้หญิงถูกโจรจี้และขอกระเป๋าถือหรือกระเป๋าสตางค์ อย่ายื่นกระเป๋าให้โจร แต่ให้เขวี้ยงกระเป๋าไปไกลๆ เพราะเป็นไปได้ว่าเจ้าโจรนั่นอาจสนใจเงินหรือข้าวของในกระเป๋ามากกว่าตัวคุณมันจะวิ่งไปคว้ากระเป๋าที่คุณโยนออกไป ทีนี้ก็จงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปในทิศทางตรงกันข้าม

3. “สติ” และประสาทต้องตื่นตัวอยู่เสมอ
หมั่นสำรวจรอบตัวมองข้างในรถทั้งที่นั่งข้างคนขับ พื้นรถรวมถึง เบาะหลังด้วย เพราะคนร้ายอาจแอบอยู่หลังเบาะคนขับก็เป็นได้ ซึ่งในกรณีนี้หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้ว

4. ล็อคประตูรถทุกครั้งเป็นที่พบเห็นกันบ่อยครั้งเมื่อผู้หญิงส่วนใหญ่มักมองข้ามในเรื่องของการล็อคประตูรถยนต์ เหตุการณ์ร้ายแรงส่วนหนึ่งที่หลายคนประสบก็คือคนร้ายมักเปิดประตูรถและปล้นทรัพย์สิน หรือไม่ก็เอาปืนจี้แล้วบังคับไปไหนต่อไหน ดังนั้นคุณผู้หญิงจึงไม่ควรนั่งแช่ในรถ หรือเปิดประตูรถค้างไว้

5. ขับไปให้ไกล อย่าเพิ่งจอดหากขับรถอยู่แล้วมีคนบีบแตร โบกรถ หรือชี้มาที่รถเพื่อต้องการให้เราจอดดู คุณควรขับรถเลยไปให้ไกลจนกว่าจะเจอจุดที่มีคนพลุกพล่าน และปลอดภัยกว่าที่เดิม เพราะหลายครั้งที่มิจฉาชีพมักใช้แผนนี้ล่อลวงคนโดยเฉพาะผู้หญิง

6. ควรใช้ลิฟต์แทนการขึ้นลงทางบันไดบันไดเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดถ้าอยู่คนเดียว รวมทั้งเป็นจุดที่เกิดอาชญากรรมได้ดีที่สุดเพราะคนร้ายอาจอาศัยช่วงที่ไม่มีคนหลบอยู่ตามมุมบันไดต่างๆก็เป็นได้

7. หากผู้ร้ายมีปืน และคุณยังไม่ได้ถูกจี้ .. วิ่งหนี!โอกาสที่มันจะยิงโดนคุณมีเพียง 4 ใน 100 ครั้งเท่านั้น (เป้าเคลื่อนที่) และถึงจะยิงโดน ก็เป็นไปได้มากว่าจะไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะฉะนั้น คุณควรวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตลูกเดียว...

8. อย่าวางใจคน จะจนใจเองผู้หญิงมักใจอ่อน ขี้สงสารและเห็นอกเห็นใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย ข่มขืน หรือฆาตกรรมได้ โดยกรณีนี้มีตัวอย่างมาแล้วหลายราย อาทิฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งในอเมริกาชื่อ เท็ด เบินดี้ม เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีการศึกษา มักใช้กลวิธีเรียกร้องความสงสารจากเหยื่อเพศหญิงซึ่งไม่ได้เกิดความสงสัยสักนิด เขาหลอกลวงเหยื่อให้ตายใจด้วยการเดิน โดยอาศัยไม้เท้า หรือแสร้งทำขากะเผลก จากนั้นจะขอ “ความช่วยเหลือ” จากเหยื่อให้ช่วยพยุงขึ้นรถ แล้วก็ใช้จังหวะนั้นลักพาตัวไป

9. “ไฟไหม้” แทนคำว่า “ช่วยด้วย”จากหนังสือภัยจาก 108 มงกุฏ เมื่อคุณกลับบ้านในเวลากลางคืน
หากถูกคนร้ายจี้ ชิงทรัพย์ ฯลฯ เวลาร้องขอความช่วยเหลือให้ร้องว่า “ไฟไหม้” แทนคำว่า “ช่วยด้วย” เพราะคำว่าไฟไหม้จะทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นตกใจตื่นและออกมาดูสถานการณ์ได้เร็วกว่า
ท้ายนี้ขอให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิงพึงระลึกไว้เสมอว่า
”โลกใบนี้มีคนวิกลจริตอาศัยอยู่มาก … ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเสียใจภายหลัง
“…
ข้อมูลจาก นสพ. ผู้จัดการ


ที่มา; http://www.baanmaha.com/community/thread25403.html

 

อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร

หากพูดถึงนักศึกษาแพทย์ แล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าหลายคนต้องนึกถึงนักศึกษาชาย-หญิง สวมแว่นตาหนาเตอะ วันๆคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านหนังสือ ถือหนังสือกองโต แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วนั้น การเป็นนักศึกษาแพทย์ไม่ได้เครียดอย่างที่หลายคนคิด เหมือนที่ใครหลายคนชอบมาตั้งคำถามว่า 

         อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร
อย่างไรก็ตามการที่จะเรียนเป็นแพทย์ในทุกๆ ด้านเพื่อที่จะเข้าใจรายละเอียดของร่างกายมนุษย์ในทุกโครงสร้าง รู้ทุกแง่มุม นักศึกษาแพทย์ (นศพ.) ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องนี้กับ “อาจารย์ใหญ่” โดยตรง ชนิดที่เรียกว่าเรียนกันแบบตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว “อาจารย์ใหญ่” ที่ว่าก็คือร่างของผู้ที่ได้แสดงเจตนาจะบริจาคร่างไว้ก่อนที่จะหมดลมหายใจ ให้กับนศพ. ได้ใช้ในการศึกษาหาความรู้ในเรื่องของระบบร่างกาย และนศพ.ทุกคนให้ความเคารพและเทิดทูน เพราะ อาจารย์ใหญ่เป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เมตตาให้ความรู้ด้วยร่างทั้งร่างกับ นศพ. แต่ก่อนที่จะได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ใหญ่ในชั้นปีที่ 2 นั้น (สำหรับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) วิธีการเตรียมตัวสอบเข้าเรียนแพทย์อย่างที่ตั้งใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
          
         อย่าง ทัศยุ อยู่เย็น นศพ.ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาเผยเคล็ดลับว่า อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร บอกว่าการจะสอบเข้าเรียนแพทย์ได้จะต้องมีการเตรียมตัวที่ดี การเรียนพิเศษเพิ่มเติมก็มีส่วนสำคัญเพราะจะช่วยในเรื่องเทคนิคในการทำข้อ สอบ และเปรียบการเรียนพิเศษก็เหมือนกับการขึ้นทางด่วน “ในการสอบจะต้องเตรียมตัวให้ดี และเลือกที่จะเรียนพิเศษเพิ่มเติม สาเหตุที่เลือกเรียนพิเศษเพราะว่าอาจารย์ที่สอนพิเศษมีประสบการณ์เกี่ยวกับ ข้อสอบเอนทรานซ์ค่อนข้างเยอะ จะช่วยมากในเรื่องการเก็งข้อสอบ แนะแนวทางในเรื่องการทำข้อสอบว่าควรทำอย่างไรถึงจะทันเวลา” “จริงๆ ในการเรียนพิเศษเป็นเรื่องของการเรียนเพื่อเอาเทคนิคทำข้อสอบมากกว่า ประยุกต์วิธีคิดให้ทันกับเวลาที่ใช้ในการสอบ จะว่าไปการเรียนพิเศษก็เปรียบเหมือนกับการขับรถขึ้นทางด่วน เพราะ ทางด่วนสร้างมาเพื่อให้เราลงที่จุดนั้นเลย ถ้าเราไม่เรียนก็เหมือนขับบนทางธรรมดาอาจทำให้เสียเวลา เลี้ยวผิดบ้าง ติดไฟแดงบ้าง ถึงแม้ว่าจะถึงเป้าหมายเดียวกันแต่ถ้าขึ้นทางด่วนก็จะประหยัดเวลากว่า ก็เหมือนกับทำข้อสอบนั่นล่ะถึงที่หมายเหมือนกันแต่ไปทางธรรมดากว่าจะถึงก็ทำ ข้อสอบไม่เสร็จกันพอดี” หลังจากสอบเข้าเรียนแพทย์ได้แล้วใช่ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ในทันที เพราะ ในปีหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น
เอกภพ หมอกพรม นศพ. ชั้นปีที่ 3 เล่าว่านศพ. ทุกคนจะเรียนที่วิทยาเขตศาลายาเพื่อศึกษาวิชาพื้นฐานเช่นคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ ก่อน “ประมาณว่าเรียนวิชาพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์กันให้ครบถ้วนก่อนเรียกว่า เป็นการเรียนเตรียมแพทย์ แล้วเนื้อหาการเรียนจะมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับตอนที่เรียนอยู่มัธยมปลาย ตอนที่เรียนมัธยมปลายนี่วิชาการต่างๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงให้ทันกับความเป็นจริงนัก” แนะนำว่า อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร หลังจากร่ำเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ ในชั้นปีที่ 1 จนแน่นหนาแล้วพอขึ้นชั้นปีที่ 2 ถึงจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ที่นักศึกษาแพทย์ทุกมหาวิทยาลัยให้ความเคารพ เปรียบดั่งญาติผู้ใหญ่ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้กับพวกเขาได้ก้าวไป เป็นแพทย์สมดั่งตั้งใจ
        
         ปาริฉัตร นิลแย้ม นศพ. ชั้นปีที่ 3 บอกถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ว่าในวันแรกที่ได้เรียน กับอาจารย์ใหญ่นั้นแทบทุกคนจะตระเตรียมพวงมาลัยมากราบไหว้อาจารย์ใหญ่ก่อน ที่จะเริ่มศึกษาสรีระทั้งหมดจากร่างของอาจารย์ใหญ่ “ถ้าถามว่ากลัวไหมเชื่อว่าไม่มีใครไม่กลัวหรอกค่ะถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่า ต้องเรียนกับร่างของคนจริงๆ ก็ตาม ในครั้งแรกที่เรียนร่างของอาจารย์ใหญ่จะถูกคลุมไว้ทั้งหมดตอนนี้ก็จะมี เกี่ยงกันบ้างว่าใครจะเป็นคนเปิดประหม่าค่ะ แต่หลังจากนั้นแล้ว พอเราได้จับมีดผ่า เราได้เริ่มต้นเรียนกับร่างของท่านแล้วเรารู้สึกว่านี่ล่ะคือการที่เราจะได้ เป็นแพทย์จริงๆ แล้ว เราจะได้เป็นแพทย์สมดังที่ใจเราอยากจะเป็นแล้ว”
“การ เรียนกับอาจารย์ใหญ่เราเรียนกับร่างของท่านตลอดการเรียนในชั้นปีที่ 2 เราเริ่มตั้นเรียนกันตั้งแต่ชั้นผิวหนังก่อนจากนั้นก็จะลงลึกไปถึงชั้นอื่นๆ ของร่างกายกัน เรียกว่าตลอดหนึ่งปีที่เรียนกับอาจารย์ใหญ่เราได้เรียนรู้สรีระทุกส่วนจริงๆ ของมนุษย์ ”
ส่วน เรื่องเครียดหรือไม่กับการเรียนแพทย์จากร่างของอาจารย์ใหญ่นั้น ทั้ง 3 นศพ. กล่าวว่าไม่เครียดอย่างที่ใครๆ คิด อาจจะเป็นเพราะว่าทุกคนสามารถที่จะแยกได้ว่าเรื่องเรียนก็คือเรื่องเรียน หลังจากเรียนแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“เรียน แพทย์นั้นเรียนคนเดียวไม่ได้ เรานักศึกษาแพทย์ 4 คนต่ออาจารย์ใหญ่หนึ่งร่าง แล้วยังมีทั้งรุ่นพี่ ทั้งอาจารย์คอยให้คำแนะนำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา แล้วเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันจะช่วยเหลือกัน ไม่มีใครหรอกที่จะไม่สอนในเรื่องที่ตัวเองถนัดให้กับเพื่อนที่ถนัดในเรื่อง อื่น อย่างบางคนบอกว่ากล้ามเนื้อง่ายแต่อีกคนหนึ่งอาจจะบอกเรียนเรื่องกล้ามเนื้อ ยาก เพราะ มีชื่อเรียกแต่ละส่วนมาก ใครเก่งอะไรก็จะช่วยกันติวให้คนที่ไม่เก่งในเรื่องนั้น”
   
        เหตุที่นักศึกษาแพทย์ 4 คนเรียนกับร่างของอาจารย์ใหญ่หนึ่งร่างนั้น รศ. สมพิศ อิ่มใจ รองหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่าการเรียนกับร่างอาจารย์ใหญ่นั้น 2 คนทำหน้าที่ผ่าดูชิ่นส่วนของร่างกายอีกสองคนจะต้องเปิดตำราเรียนดูชิ้นส่วน นั้นๆ ไปด้วย “เมื่อเรียนแล้วส่วนใดที่มีความแตกต่างระหว่างเพศเขาต้องเรียนทั้ง 2 เพศ และได้จัดอาจารย์ใหญ่สลับเพศไว้ที่โต๊ะบริเวณใกล้ๆกัน รวมทั้งต้องใช้ กะโหลก 1 กะโหลก ร่วมกัน นักศึกษาที่อยู่ด้านเดียวกัน (ซ้าย หรือ ขวา)ใช้เครื่องมือชำแหละ และกล่องกระดูกร่วมกัน 1 ชุด เครื่องมือชำแหละเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการผ่าตัดทั่วไป ได้แก่ กรรไกร มีด ปากคีบ และ probe (เหล็กแท่งกลม) และยังมีเครื่องมือพิเศษที่ให้เบิกใช้เป็นครั้งคราว ภายในกล่องกระดูก มีกระดูกแยกชิ้นครบจำนวนให้เรียนด้วยตนเอง”
 
         ส่วน คุณสมบัติอาจารย์ใหญ่รศ. สมพิศกล่าวว่าจะต้องไม่เสียชีวิตด้วยโรคร้ายแรงและต้องมีอวัยวะหรือส่วน ต่างๆ ของร่างกายครบถ้วน “เมื่อเราได้ร่างอาจารย์ใหญ่มาเราก็นำมาฉีดน้ำยารักษาศพเข้าทางเส้นเลือดแดง ใหญ่ที่ขา โดยใช้ความดันให้น้ำยาไหลไปตามเส้นเลือดต่างๆทั่วร่าง (น้ำยารักษาศพมีฟอร์มาลินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ) แล้วนำไปแช่ในน้ำยาแช่ศพให้กำซาบเข้าสู่เนื้อเยื่อทุกอณูประมาณ 1ปี จึงนำขึ้นมาเรียน ระยะเวลาที่เรียนประมาณ 1 ปี จำเป็นต้องใช้นำยาพรมให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษาแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างแห้ง และอาจเกิดเป็นราได้”
ส่วน อาจารย์ใหญ่ที่ใช้เรียนกระดูกรศ.สมพิศกล่าวว่าต้องนำมาชำแหละเนื้อออกให้หมด แล้วเอาไปฝังทรายประมาณ 2 เดือน จนกว่าเนื้อที่ติดกระดูกจะเน่าจนหมด แล้วจึงนำไปทำความสะอาดและตากให้แห้ง ทาน้ำยารักษาเนื้อกระดูก แล้วนำไปใส่กล่องให้นักศึกษาใช้เรียน” สุดท้ายทั้งรศ. สมพิศและนักศึกษาแพทย์ทั้ง 3 กล่าวว่าอาจารย์ใหญ่คือผู้ที่มีพระคุณสำหรับนักศึกษาแพทย์มากที่สุด เพราะ การได้ศึกษาจากร่างกายของท่านเป็นการเรียนรู้ระบบร่างกายของมนุษย์มากที่สุด และนั่นก็คือกุศลที่ยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์ใหญ่ผู้บริจาคร่างได้ทำไว้ก่อน หมดลมหายใจ

          ***** ก่อนจะเข้าเรียนแพทย์นักเรียนน่าจะรู้จักตัวเองก่อน ว่า อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าเรียนแพทย์ที่อาจารย์กายวิภาคฯต้องการ 1. ความรู้วิชาพื้นฐาน วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาชีววิทยา 2. สุขภาพกาย แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีความพิการ ขนาดมาตฐานของคนไทย และสุขภาพจิตดี มีสมาธิ 3. สติปัญญา จำแม่น จำเร็ว จำนาน ช่างสังเกต ใฝ่รู้ และนำมา ประมวลจนสามารถประยุกต์ใช้ได้ 4. วุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ อดทน อ่อนน้อม เสียสละ และสามารถทำงานเป็นกลุ่ม 5. ไม่รังเกียจ กลิ่น สี และรูปร่างของสิ่งที่ใช้ศึกษา 6. มีความสามารถในการใช้มือ เช่น เคยทำงานบ้าน
บทความ อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร
จาก http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9480000040860
6 อาหารสมอง




          สมอง นับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก เป็นอวัยวะที่บัญชาการควบคุมให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าสมองจะถูกใช้งานยาวนานเพียงใด ก็ยังสามารถทำงานได้ดี หากเราดูแลและบริหารสมองให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารหารกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบำรุงสมองให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ
    อาหารบำรุงสมองที่สำคัญ
         1. ไทโรซีน (Thyrosine) มีมากในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทะเลนย้ำลึก สารไทโรซีนช่วยให้สมองตื่นตัว และมีสมาธิ
         2. นม และผลิตภัณฑ์จากนม ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของสารเคมีในสมอง สร้างความกระฉับกระเฉงให้แก่สมอง
        3. ข้าวไม่ขัดสี ในข้าวไม่ขัดสีมีกรดอมิโนที่ไม่จำเป็นอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้จะเป็นตัวที่ส่งสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมอง
       4. ผักโขม ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองส่วนกลาง เนื่องจากวัยที่สูงขึ้น สมองก็จะเสื่อมลงด้วย
       5. ขมิ้น สีเหลืองของขมิ้นช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันความจำเสื่อม
       6. สตรอเบอร์รี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสมอง
มาเริ่มบำรุงสมองให้ดีอยู่กับเราตลอดไป โดยกินอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอยู่พอเพียง และหมั่นใช้สมองอย่างต่อเนื่องพร้อมทำสมาธิและพักผ่อนอย่างเพียงพอ

ที่มา; http://www.tlcthai.com/women/7322/6-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87/

เคล็ดลับเรียนดี  เรียนเก่ง ความสำเร็จในการเรียนรู้

แสวงหาความรู้ เคล็ดลับเรียนดี


การหาความรู้ ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเข้าสถาับันการศึกษา แต่เราสามารถหาความรู้เพิ่มพูนปัญญาของตนเองได้ทุกที่ ทุกเวลา เพราะหากยิ่งเรารู้มากแค่ไหนประโยชน์ต่าง ๆ ก็จะเกิดกับเรามากขึ้นแค่นั้น

คนที่เรียนเก่งมักจะบอกว่าตนไม่ค่อยรู้อะไรมาก และพวกเขาก็จะหาความรู้มาใส่สมองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแหล่งความรู้ ไปทางไหนก็มีให้เก็บเกี่ยวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด อินเตอร์เน็ต นิตยสาร หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ เป็นต้น ความรู้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลทางวิชาการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อาจจะเป็นการพบไอเดียใหม่ ๆ ความบันเทิง ดนตรี เพลง หรืออะไรก็ได้ ที่จะช่วยพัฒนาความรู้และสติปัญญาของเรา

รู้จักการต่อสู้ที่เหมาะสม เคล็ดลับเรียนดี

เราทราบกันดีอยุ่แล้วว่า การรู้จักวางเป้าหมายให้ตรงกับตัวเองทำให้เรามีแนวทางที่จะก้าวต่อไปในอนาคต แต่ก่อนที่เราจะเดินไปถึงเป้าหมายต่าง ๆ ที่เราวางไว้นั้นเราต้องรู้จักการต่อสู้บ้างเช่นกัน

การต่อสู้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการแข่งกันเรียน เพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่งของระดับชั้น การแข่งขับแบบนี้ทำให้เราเกิดความตึงเครียดและเรียนอย่างไม่มีความสุขเลย การแข่งขันที่ควรจะทำนั้นคือการแข่งขันกับตัวเราเอง

การแข่งขันกับตัวเองทำได้ง่าย ๆ โดยเริ่มจากถ้าเป็นคนตื่นสายต้องบอกตัวเองและทำให้ได้ที่จะตื่นเช้า เพราะตื่นก่อนก็จะได้ทบทวนตำราเรียนมากขึ้น หรือจะเป็นเรื่องของการอ่านหนังสือวันแรกอ่านได้ 10 หน้า วันต่อมาก็เพิ่มจำนวนหน้าไปเรื่อย ๆ ทำสถิติก็เป็นการแข่งขันกับตัวเราเอง จากนั้นก็เป็นการสอบ ผลการเรียนเทอมแรก อาจอยู่ประมาณ 2.60 ในเทอมต่อไปก็ให้มันเพิ่มเป็น 2.70 ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ก็ช่วยให้การแข่งขันในแต่ละครั้งไม่สิ้นหวังมากเกินไป และจะเป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการแข่งขันกับสิ่งแวดล้อมภายนอกต่อไป

ส่วนการที่จะแข่งขันกับผู้อื่นให้คิดว่าเป็นผลพลอยได้จากการแข่งขันกับตัวเองเท่านั้นพอ สิ่งที่สำคัญที่สุดของการแข่งขันคือ การที่ไม่ย่ำหรือทับถมคนอื่นที่อาจเรียนด้อยกว่าเรา เพราะการทำเช่นนั้นไม่ว่าเราจะเก่งสักเพียงใดก็ตาม ล้วนแต่เป็นการกระทำที่ไม่น่าชื่นชมเลยแม้แต่น้อย


ดนตรีช่วยเสริมความจำ  เคล็ดลับการเรียนดี

อารมณ์มีส่วนสำคัญต่อการเรียนอย่างมาก ความเบื่อหน่าย เซ็งกับเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ ก็มีผลต่อการเรียนไม่น้อยเลยทีเดียว การบำบัดอารมณ์ให้สดใสอยู่เสมอ จะช่วยกระตุ้นให้การพัฒนาการเรียนรู้ให้เป็นไปในทางที่ดียิ่งขึ้น

หลักการความจำความรู้หรือเนื้อหาต่าง ๆ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ละความสามารถและความถนัด บางคนใช้การจด บทคนทำเป็นแผ่นภาพ บางคนเขียนแปะให้เห็นชัด หรือบางคนอัดเทปไว้ฟัง แต่มีวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้การฟังละการอ่านของเรามีประสิทธิภาพดีขึ้น นั่นคือการฟังเพลงเบา ๆ สบาย ๆ
การฟังเพลงจะช่วยให้บทเรียนที่ตึงเครียดที่เรากำลังอ่านอยู่ดูไม่รุนแรงจนเกินไป ที่สำคัญไม่เงียบมาก หรือดังจนเกินไป เมื่ออารมณ์ของเราพร้อมที่จะรับข้อมูลต่าง ๆ สมองก็จะจดจำได้เองโดยอัตโนมัติ

การใช้เพลงร่วมกับการทำอารมณ์เช่นนี้ใช้ได้กับบางคนเท่านั้นเพราะสำหรับคนอื่น ๆ อาจจะต้องการความเงียบสงบเท่านั้น เสียงต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นการทำลายสมาธิก็มีอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองให้มากที่สุด เพื่อจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่

กำจัดความเกียจคร้าน  เคล็ดลับเรียนดี 

ความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำทุก ๆ อย่าง รวมทั้งเรื่องการเรียนก็เช่นเดียวกัน ความเกียจคร้านอยู่กับกิจกรรมการเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกียจคร้ายตื่นไปเรียน ขี้เกียจเรียนวิชานี้ ขี้เกียจอ่านหนังสือ ขี้เกียจทำการบ้าน ความขี้เกียจหลายรูปแบบเหล่านี้เป็นโทษต่อผลการเรียนอย่างแน่นอน

ความเกียจคร้านทำให้เวลาในการทำกิจกรรมที่น่าจะมีมากกลับลดลงไปในพริบตา เช่น อาจารย์สั่งทำการบ้านจะต้องส่งในอาทิตย์หน้า ความเกียจคร้านจะบอกเราว่าให้ทำวันอื่นก็ได้ยังมีเวลาอีกมาก ตอนนี้ขอเล่นเกมส์ ขอนอนก่อน หรือดูโทรทัศน์ก่อนจะดีกว่า แต่ถ้าหากส่งทันงานก็ไม่มีคุณภาพเลย


ในเรื่องของการอ่านหนังสือก็เช่นกัน คนขยันจะอ่านหนังสือทบทวนไปเรื่อยจนกระทั่งวันสอบ ก็ไม่ต้องเตรียมตัวมาก แต่คนเกียจคร้านจะผลัดวันประกันพรุ่งไปก่อนเห็นว่ามีเวลาอีกนาน และพอใกล้สอบก็อ่านหนังสือไม่ทันแน่อย่างนอน
หากตัดนิสัยจอมเกียจคร้านนี้ออกไปได้ รับรองได้เลยว่าเรื่องที่ผลการเรียนไม่เป็นที่น่าพอใจ จะกลายเป็นแค่อดีตไปอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัดสำคัญมาก  เคล็ดลับเรียนดี

 


แม้ว่าเราจะต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้เข้าใจบทเรียนและตำราแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ การฝึกใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในหัวสมองมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ การฝึกใช้ความรู้คือการทำแบบฝึกหัดและทดสอบความรู้ของตนเองได้ดีที่สุด

ความรู้ในตำราเรียนนั้น เช่น เรารู้ว่าเลือดนั้นแบ่งเป็น 4 กรุปเลือด ได้แก่ A B AB และ O จากนั้นเราต้องรู้ว่าการถ่ายเลือดต้องถ่ายจากกรุปไหนไปกรุปไหนได้บ้าง ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุอาจจะเป็นเพื่อน เป็นญาติ หรือตัวเอง เราต้องรู้ว่าเขาต้องใช้เลือดชนิดใด ความรู้ที่เรามีอยู่ควรนำมาใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง ซึ่งจะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น

หรือเราเรียนเรื่องกฎแรงโน้มถ่วง หรือแรงดึงดูดของโลกมาจนจบบทเรียน ทฤษฎีแน่นปึก แต่เรากลับมาอธิบายไม่ได้ว่าทำไมของต่าง ๆ ต้องตกลงสู่พื้นดิน อย่างนี้เป็นการเรียนที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

การเรียนที่ถูกต้อง และสัมฤทธิผลจะต้องสามารถนำไปใช้และอธิบายได้ การเรียนแต่แค่ในหนังสือนำมาใช้ไม่ได้ ถือว่าการเรียนนั้นไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ตัวนักเรียนเลย




การตรวจรักษาอาการผมหงอก ผมร่วง และผมผิดปกติ

         อันที่จริง ผมก็คือ ขนที่ขึ้นบนศีรษะนั่นเอง คนมีขนน้อยกว่าสัตว์ส่วนใหญ่ เพราะคนไม่ต้องการขนสำหรับให้ความอบอุ่นและป้องกันตนเองจากขวากหนามและคมเขี้ยวต่างๆ
แม้ว่าประโยชน์ทางชีววิทยา (ความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ได้) ของผมและขนในคนจะมีน้อยมาก แต่ประโยชน์ในด้านจิตวิทยาและด้านการเสริมสวยกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากมายทุกๆ วัน จนน่าหัวเราะ (แต่หัวเราะไม่ออก) เพราะผมกลายเป็นเครื่องยังชีพ (เครื่องทำมาหากิน) ของบุคคลต่างๆ ตั้งแต่แพทย์ลงไปจนถึงช่างเสริมสวย และนักต้มตุ๋นต่างๆ
ผมผิดกับขนอื่นๆ ที่มันเกิดขึ้นบนศีรษะ (เกิดจากเซลล์ในหนังศีรษะ) และมีอายุยืนกว่าขนอื่นๆ (อายุของเส้นผมประมาณ 2-6 ปี และในบางคนเส้นผมอาจจะมีอายุยืนกว่านั้น จนสามารถไว้ผมให้ยาวลงไปปิดก้นของตนเองได้ หรือในบางคนอาจไว้ผมจนยาวลงไปถึงเข่าได้) ในขณะที่ขนอื่นๆ มีอายุไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนก็จะร่วงหลุดไป ทำให้ไม่ยาวเหมือนเส้นผมได้ แม้แต่หนวดเครา และขนรักแร้ เป็นต้น
จำนวนเส้นผมในแต่ละคนอาจมีจำนวนมากน้อยต่างกัน (คนผมดกอาจมีถึง 300,000 เส้น คนผมบางอาจมี 100,000 เส้น) หลายคนที่ผมดก อาจมีจำนวนเส้นผมไม่มากนัก แต่เส้นผมแต่ละเส้นหนา ใหญ่ และดำมาก ก็จะทำให้เห็นเป็นผมดกได้
โดยทั่วไป ผมแต่ละเส้นจะงอกและร่วงหลุดไม่พร้อมกัน (ไม่เหมือนสัตว์บางชนิดที่จะผลัดขน ทำให้ขนทั้งตัวหรือเกือบทั้งตัวร่วงหลุดหมดก่อนที่จะมีขนใหม่ขึ้นมาแทนที่) ดังนั้นคนจึงไม่มีอาการ “หัวล้าน” ขึ้นได้ง่ายๆ เมื่อผมเส้นใดงอกยาวจนถึงอายุขัยของมันแล้ว ก็จะร่วงหลุดไป วันหนึ่งๆคนเราจะมีเส้นผมร่วงหลุดประมาณ 50-300 เส้น (ถ้าเป็นผมเส้นดำหนาที่เห็นได้ชัดก็ให้ถือว่า มีผมร่วงประมาณวันละ 100 เส้นต่อวัน) หลังจากนั้นเซลล์สร้างผม (ที่ผมร่วงไป) จะหยุดพักผ่อนสักระยะหนึ่ง แล้วมันก็จะสร้างเส้นผมให้งอกออกมาอีก โดยทั่วไปเส้นผมจะงอกยาวออกมาประมาณ 1 เซนติเมตรต่อเดือน ถ้าไว้ผมโดยไม่ตัดสัก 60 เดือน (5 ปี) จะมีผมหลายเส้น (เส้นที่อายุยืนเกิน 5 ปี) ยาวลงไปถึงก้นได้ ในบางฤดู เช่น ฤดูร้อน ผมมักจะยาวเร็วกว่าฤดูหนาว
เนื่องจากการสร้างเส้นผมเป็นงานที่ละเอียดอ่อน มันจึงถูกกระทบกระเทือนด้วยสิ่งภายนอก (การดึงผม การรัดผม การดัดผม การยืดผม เป็นต้น) และสิ่งภายใน (ความเครียด การเจ็บป่วย เป็นต้น) ได้ง่าย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นผม ทำให้ผมร่วง ผมแห้ง ผมแตกปลาย ผมหงอก และอื่นๆ
การที่คนเราให้ความสำคัญแก่เรื่องผมมากจนเกินจำเป็น ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและข่าวลือผิดๆเกี่ยวกับเรื่องผมเป็นอันมาก เช่น
      1. คนผมดกและขนดก แสดงว่ามีสมรรถภาพทางเพศสูง ซึ่งไม่เป็นความจริง ความดกของผมไม่เกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ แต่ความดกของขนที่อื่น โดยเฉพาะที่รักแร้ หัวหน่าว ตามร่างกาย (ที่หน้าอกและหลัง แต่ไม่ใช่ที่แขนขา) และหนวดเครา ขึ้นกับฮอร์โมนเพศชาย แต่ชายที่มีหนวดเคราดกหรือมีขนที่หน้าอกและท้องมาก ไม่ได้มีสมรรถภาพทางเพศสูงกว่าชายอื่น และถ้าเป็นในเด็กหรือในเพศหญิงจะต้องถือว่าเป็นโรค (ผิดปกติ) จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ เพราะการที่มีขนดกผิดปกติ (แม้แต่ในผู้ชายบางเชื้อชาติ) อาจจะเกิดจากโรคต่างๆ ซึ่งต้องทำการตรวจอย่างละเอียด จึงควรไปตรวจและรักษาที่โรงพยาบาล ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น คือ ชายที่มีขนดกมักจะหัวล้านก่อนวัยอันสมควร โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือพี่น้องมีคนที่หัวล้านอยู่ตามกรรมพันธุ์
     2. การโกนผม จะทำให้ผมที่ขึ้นใหม่หนาและดกดำมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง ที่เห็นว่าผมดกดำขึ้นหลังโกน อาจเป็นเพราะ “หัวล้าน” อยู่นาน พอเห็นผมขึ้นใหม่ซึ่งขึ้นมาพร้อมๆ กัน จึงทำให้คิดว่าผมดกขึ้นหรือดำขึ้น
    3. ผมจะหงอกภายในเวลาข้ามคืน (ภายใน 1 วัน) ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง นอกจากไปฟอกสีผมให้ขาวด้วยน้ำยาฟอกสีเท่านั้น ความตกใจอย่างรุนแรง หรือความเจ็บป่วยอย่างรุนแรง จะทำให้ผมหงอกได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป แต่อาจจะทำให้ผมร่วงมากๆได้ แต่ก็ไม่ใช่ร่วงจนหัวล้านภายในเวลา 1-2 วันได้
    4. ผมอาจจะงอกยาวออกจนเห็นได้ชัด หลังจากคนนั้นตายแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเซลล์สร้างเส้นผมไวต่อการขาดเลือด และการเจ็บป่วยอย่างรุนแรง จนหยุดการทำงานและทำให้ผมร่วงหลุดได้ ในกรณีดังกล่าวจึงไม่อาจจะสร้างผมให้งอกออกมาหลังคนตายแล้วได้
   5. การนวดหรืออบหนังศีรษะ การแปรงผมแรงๆ การใช้แปรงแข็งๆ หรือคมๆ หรือการใช้แปรงร้อน (แปรงม้วนและเป่าผม) จะทำให้ผมดกดำขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง การกระทำดังกล่าวมักจะทำให้หนังศีรษะและเซลล์สร้างผม (ที่อยู่ในหนังศีรษะ) ได้รับความกระทบกระเทือน ทำให้ผมร่วง ผมแห้ง ผมแตกปลาย ผมหยาบ และเปราะได้มากกว่า เป็นต้น
   6. การถอนผมหงอก จะทำให้ผมหงอกไม่ขึ้นอีก ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะการถอนผมโดยทั่วไป จะไม่สามารถทำลายเซลล์สร้างผมได้ ดังนั้นผมหงอกก็จะงอกออกมาใหม่ แต่ก็ทำให้ความหงอกหายไปได้พักหนึ่ง
ความเชื่อผิดๆ และความเข้าใจผิดๆ ดังกล่าวข้างต้นและอื่นๆ ทำให้การทำมาหากินเกี่ยวกับ “ผม” เต็มไปด้วยเล่ห์กลและมายาต่างๆ ที่ทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับ “ผม” เฟื่องฟูขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน
  
    ผมหงอก
ผมหงอกหรือผมสีขาว หรือสีเทา (grey or white hair) เกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์สร้างสี (melanocytes) ที่ให้สีดำ (melanin) แก่เส้นผมที่กำลังงอกออกมาจากเซลล์สร้างผม (hair matrix) ทำงานน้อยลงไป หรือไม่ทำงาน เส้นผมที่งอกออกมาจึงเป็นสีเทาหรือสีขาว แต่ยังคงเป็นเส้นผมที่แข็งแรงเหมือนเดิม เพียงแต่สีไม่ดำเท่านั้น
ผมจะเป็นสีเทาหรือสีขาวเมื่อคนเราย่างเข้าวัยชรา หรือในบางคนผมอาจจะหงอกตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ที่บางทีเรียกกันว่า “แพ้ผม” จากกรรมพันธุ์ และจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ความเครียด การเจ็บป่วยอย่างรุนแรง การขาดอาหารอย่างรุนแรง คนเผือก (ขาวทั้งตัวและผม) เป็นต้น
โดยทั่วไป ผมที่หงอกตามอายุหรือตามกรรมพันธุ์ไม่จำเป็นต้องรักษา และยังไม่มีวิธีรักษา นอกจากการใช้ยาย้อมผมหรือโกรกผมให้ดำเท่านั้น ซึ่งจะต้องทำบ่อยๆ ทุก 1-3 สัปดาห์ มิฉะนั้น ผมที่งอกออกมาใหม่ก็จะเห็นเป็นสีขาว ทำให้ผมส่วนที่ติดหนังศีรษะเป็นสีขาว และส่วนที่ถูกย้อมไว้เป็นสีดำ ยิ่งดูน่าหัวเราะมากขึ้น
ผมที่หงอกเพราะความเครียดหรือเพราะโรค ก็ต้องรักษาความเครียด หรือโรคที่เป็นอยู่ (โรคอะไรก็ได้ ถ้าทำให้เจ็บป่วยรุนแรง ก็ทำให้ผมหงอกได้) ไม่จำเป็นต้องรักษาเส้นผม เพราะไม่มีวิธีรักษา นอกจากจะย้อมผมเพื่อหลอกตนเองและคนอื่นเท่านั้น แต่เมื่อรักษาให้ความเครียดและโรคที่เป็นอยู่ให้หายดีแล้ว ผมหงอกจะลดลงหรือหายไปได้
ส่วนการถอนผมหงอกทิ้ง การกินยา การทายา การอบด้วยยา หรือด้วยสมุนไพร ล้วนแต่ไม่ได้ประโยชน์และอาจทำให้เกิดพิษภัยจากการใช้ยา เช่น ผมร่วง ผมแห้งเปราะ ผื่นคัน ลมพิษ หรืออื่นๆ คนที่อยากสวยบางคนถึงกับลงทุนซื้อยาสมุนไพรราคาแพงที่เล่าลือกันว่าบำรุงเส้นผม ทำให้ผมไม่หงอก มาพอกมาอบเส้นผมเป็นประจำ แล้วก็ทำให้เหม็นกันไปทั้งบ้าน แถมผมที่อุตส่าห์พอกยาไว้กลับกลายเป็นสีแดง และพอหยุดพอกเมื่อใด มันก็กลับขาวอีกเมื่อนั้น
ดังนั้น การรักษาผมหงอกที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุด คือ การลดความเครียดลง เช่น การไม่ห่วงกังวลว่าผมจะหงอกหรือไม่หงอก การไม่ห่วงกังวลเรื่องอื่นๆ เป็นต้น และถ้าเป็นโรคอะไรอยู่ ให้รักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายหรือดีขึ้นโดยเร็วที่สุด แล้วผมจะหายหงอกหรือหงอกน้อยลง

วิตามินและแร่ธาตุต้านผมหงอกก่อนวัย การที่ร่างกายจะสามารถสร้างเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผมได้อย่างเพียงพอนั้น คุณต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอก่อน

1. ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด
2. ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน
3. เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด
4. กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ
5. กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล
6. พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว
7. ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)

อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัยกลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้

1. สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน
2. งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่
3. เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที

ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอก เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้

1. นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาดปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
2. นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร
3. นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด 2-3 ผล เผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม
4. ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม

เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไป
ที่มา;  http://doctor.or.th/node/4409

สมุนไพรรักษาโรคไมเกรน

“กระเทียม” กับสูตรปวดท้ายทอยกระเทียม เป็นพืชครัวตัวหนึ่ง ที่นอกจากจะใช้รับประทานและปรุงเป็นอาหารหลายอย่างแล้ว “กระเทียม” ยังมีสรรพคุณทางยา ใช้รักษาโรคได้อีกด้วย โดยเฉพาะใครที่มีอาการปวดท้ายทอยบ่อย ๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอาการเพียงเล็กน้อยเป็น ๆ หาย ๆ ในช่วงที่เป็น จะรู้สึกตึงคล้ายจะเป็นลม ต้องนั่งหลับตา หรือนั่งพัก อาการจะทุเลาและหายเองได้ อาการดังกล่าว เป็นเฉพาะจุด ถ้าไม่รักษาหรือให้แพทย์ตรวจอาการอาจทำให้ผู้เป็นเกิดอาการ “โรควูบ” ได้ ซึ่งสาเหตุที่กล่าวข้างต้นเกิดจากเส้นเลือดบริเวณท้ายทอยตีบตันนั่นเอง โดยในส่วนของสมุนไพร ที่มีสรรพคุณรักษาอาการปวดท้ายทอยมีเหมือนกัน คือ
ให้เอา “กระเทียม” จำนวน 2 กลีบ ปอกเอาเปลือกหุ้มกลีบออกแล้วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นเอาไปใส่ถ้วยเติมน้ำส้มสายชูของ อสม. เล็กน้อย กินให้หมดทั้
งน้ำและเนื้อวันละครั้ง จะก่อนอาหารหรือหลังอาหาร หรือกินตอนไหนก็ได้ โดยกิน 3 วันครั้ง ทำกินได้เรื่อย ๆ จะช่วยให้อาการปวดท้ายทอย หรือชาวบ้านชอบเรียกว่า ท้ายทอยเย็น ค่อย ๆ ทุเลาลง และหายได้ในที่สุด คนที่เป็นไม่รุนแรง หรือเพิ่งจะมีอาการใหม่ ๆ จะเห็นผลเร็ว
กระเทียม หรือ ALLIUM SATIVUM LINN. อยู่ในวงศ์ ALLIACEAE เป็นพืชล้มลุก มีหัวใต้ดิน ต้นสูง 30 – 40 ซม. ใบรูปแถบยาว ดอกเป็นสีขาวแกมม่วง หรืออมชมพู หัวใต้ดินประกอบด้วยหัวย่อยจำนวนมาก เรียกว่า “กลีบ” มีสรรพคุณเฉพาะ ใบรสร้อนฉุน ทำให้เสมหะแห้ง กระจายโลหิต แก้ลมปวดบวมในท้อง หัว แก้ไอ แกโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน แก้แผลเน่าเปื่อย เนื้อร้าย บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู แก้โรคประสาท แก้ปวดหู หูอื้อ ระบายพิษไข้ แก้ริดสีดวงงอก ขับพยาธิในท้อง แก้โรคในปาก แก้อัมพาต แก้ลมเข้าข้อ แก้จุกแน่นเฟ้อ แก้ขัดปัสสาวะ บำรุงปอด แก้วัณโรคปอด แก้เสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ฟกบวม และแก้สะอึก
สอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร กระเทียมโทน แก้หืดหอบ ละลายเสมหะ แก้ไอที่เกิดจาหืดหอบ แก้ถุงลมโป่งพอง

“กระเทียม” กับสูตรแก้ปวดฟัน
สมัยก่อนเวลาปวดฟัน คนโบราณจะให้เอาเกลือป่นอมก่อนแปรงฟัน ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล ทำให้หายปวดฟันได้ แต่บางครั้งก็ไม่หายปวดเพราะเป็นมาก ฟันผุหรือที่ชาวบ้านชอบ
พูดกันว่า “แมงกินฟัน” เป็นรูดำ ๆ ทำให้ปวดร้าวไปถึงสมองเวลาดื่มน้ำเย็น หรือเคี้ยวอาหารโดนตรงจุดของซี่ฟันที่ถูกแมงเจาะ น้ำตาแทบร่วง เหงือกบวม คางโย้ อมเกลือป่นช่วยไม่ได้ ต้องไปให้หมอที่สุขศาลาช่วยถอนจึงจะหายได้ บางคนไม่ยอมไปหาหมอ ใช้ด้ายทำหลายทบคล้องฟันซี่ที่ถูกแมงเจาะดึงจนฟังหลุด หายได้เหมือนกัน
ในทางสมุนไพรโบราณมีทางแก้ ให้เอา “กระเทียม” 3 กลีบ เอาแต่เนื้อ ใบโหระพาสด 6 ใบ เกลือป่นหนึ่งหยิบมือ ตำรวมกันให้ละเอียด เสร็จแล้วเอาใบตองกล้วยน้ำว้าห่อนไปย่างไฟจนเนื้อยาสุก วางไว้ให้เย็นแล้วเอาเนื้อยาไปอุดรู้ซี่ฟันที่ถูกแมงเจาะ ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที ยาจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแมงกินฟันตายเรียบ จากนั้นอาการปวดฟัน เหงือกบวมจะเป็นปกติไม่ปวดอีก ใครมีปัญหาเรื่องฟันถูกแมงเจาะนำสูตรนี้ไปทดลองใช้ดู รับรองว่าได้ผลแน่นอน
”แมงลัก” สูตรแก้ปวดหัวเรื้อรังโรคปวดหัวเรื้อรัง มีคนเป็นเยอะ สาเหตุมาจากหลายอย่าง เป็นแล้วทรมานมาก บางครั้งถึงกับหน้ามืดตามัวเลยทีเดียว ต้องกินยาจากแพทย์จึงจะหาย ในทางสมุนไพรมีวิธีแก้ได้ โดยให้เอาต้น ใบ และดอก ของ “แมงลัก” กับ “ผักเสี้ยนผี” แบบแห้ง และแก่นต้น “ขี้เหล็ก” จำนวนเท่ากัน อย่างละ 15 กรัม หากเป็นแบบสด ต้องเพิ่มเป็น 20 กรัม ต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 แก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว ต้มดื่มเรื่อย ๆ อาการปวดหัวเรื้อรังจะดีขึ้นและหายได้ เคยมีคนเป็นไมเกรนดื่มแล้วดีขึ้น เรื่องนี้ต้องทดลองดู ซึ่งตัวยาทั้ง 3 ชนิดมีขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี บริเวณโครง 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์ ราคาสอบถามกันเอง
แมงลัก มีลักษณะดอกใบและผลคล้ายโหระพา จะต่างกันที่กิล่น เมล็ด “แมงลัก” แช่น้ำให้พองลื่น รับประทานทำให้ระบายท้องดี บางคนอยากผอม กินแล้วทำให้ไม่อยากอาหาร “ผักเสี้ยนผี” มีสรรพคุณเด่น ได้แก่ ใบ แก้โรคเช่าเสื่อม ถุงน้ำในหัวเข่า และโรคพยาธิด่างขาวด้วย ส่วน “ขี้เหล็ก” มีประโยชน์ทางอาหารแลทางยาเยอะ ที่ดัง ๆ คือ เอาทั้ง 5 ของ “ขี้เหล็ก” กะจำนวนตามต้องการ ต้มน้ำดื่มเรื่อย ๆ เป็นยาช่วยลดความดนโลหิตสูงได้เร็วมาก
“หอมหัวใหญ่” บำรุงหัวใจ อสุจิแข็งแรงสูตร ยาสมุนไพรบางสูตรไม่ได้มั่งเน้นในทางรักษาโรคเพียงอย่างเดียว แต่จะมีจุดประสงค์ทางบำรุง ทำให้ร่างกายบางส่วนที่มีสภาพไม่สมบูรณ์หรืออ่อนแอ มีสภาพแข็งแรงและดีขึ้นได้ เช่นสูตร “หอมหัวใหญ่” ที่คนทั่วไปรู้จักดี มีวางขายทั่วไป ใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง หากรู้จักเอาไปผสมกับน้ำผึ้งแท้รับประทาน ก็จะกลายเป็นสูตรโภชนาบำรุง ช่วยทำให้หัวใจและน้ำอสุจิในบุรุษแข็งแรงขึ้นได้
โดยมีวิธีรับประทานง่าย ๆ คือ เอา “หอมหัวใหญ่” ครึ่งหัวแบบสด ปั่นในเครื่องปั่นจนละเอียด ผสมน้ำผึ้งแท้ กะจำนวนพอประมาณ แล้วแบ่งรับประทาน 2 ครั้ง ในหนึ่งวัน เช้ากับเย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ทำกินเรื่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน จะมีสรรพคุณช่วยทำให้หัวใจและน้ำอสุจิในบุรุษที่อ่อนแอแข็งแรงขึ้น สูตรนี้นิยมทำกินมานานแต่โบราณแล้ว ใครที่มีบุตรยาก ลองเอาสูตรนี้ไปทดลองทำกินดู อาจทำให้สมหวังก็ได้ ไม่มีอันตรายอะไร
หมอหัวใหญ่ หรือ ALLIUM CEPA LINN. อยู่ในวงศ์ ALLACEAE ซึ่ง “หอมหัวใหญ่” มี “ไซโคลอัลลิซิน” ทำหน้าที่ช่วยไม่ให้ไขมันเกาะผนังหลอดเลือดเหมือนกับไวน์ “ฟลาโวนอยด์” เป็นตัวขจัดไขมันในผนังหลอดเลือดนั่นเอง ซึ่งหากจะดื่มไวน์เพื่อให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง กู้กินหอมหัวใหญ่ ประจำ หรือทำตามสูตรที่กล่าวข้างต้น ถือว่าดีกว่าเยอะ เพราะราคาไม่แพงเหมือนกับไวน์และหาได้ง่ายกว่าด้วย โดยเฉพาะน้ำผึ้งก็พบมีบรรจุขวดขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี บริเวณโครงการ 21 แผงคุณพร้อมพันธุ์ ราคาสอบถามกันเอง


“มะขาม” แก้คราบบุหรี่กาแฟติดฟันคนสูบบุหรี่จัดและดื่มกาแฟวันละหลาย ๆ แก้วแล้ว มีปัญหาฟันติดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟเป็นสีเหลืองหรือสีดำ ดูน่าเกลียดมาก เวลานั่งรับประทานอาหาร กับเพื่อน ๆ หรือคนอื่น เขาเห็นเข้าจะแสดงอาการไม่ชอบ ด้วยการย้ายไปนั่งรับประทานที่อื่นทันที ทางแก้ ดีที่สุดคือต้องไปให้หมอฟันช่วยกรอ หรือขัดฟันทำให้หายได้ แต่บางคนไม่ชอบ หรือไม่กล้า เพราะเป็นโรคกลัวหมอฟัน รู้สึกเสียว จึงขอให้ช่วยแนะนำสูตรสมุนไพรแก้อาการดังกล่าวด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ ในทางสมุนไพรมีสูตรรักษาแบบง่าย ๆ และใช้ได้ผลมาแต่โบราณแล้ว คือ ให้เอาผลหรือฝัก "มะขาม" ที่เป็นผลหรือฝักแก่จัดยังดิบอยู่ไม่ถึงสุก ผ่าเอาเมล็ดในออกแล้ว เอาเฉพาะเนื้อ ขัดถูฟันเป็นประจำเช้า กลางวัน และก่อนนอน ถูหรือขัดไปเรื่อย ๆ จะค่อย ๆ ลดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟที่ติดฟันได้ ฟันจะขาวสะอาดใสเหมือนเดิม ใครที่เป็นโรคกลัวหมอฟันเอาสูตรนี้ไปใช้รับรองว่า ได้ผลแน่นอน
มะขาม หรือ TAMRINDUS INDICA LINN. อยู่ในวงศ์ CAESAPIACEAE มีสรรพคุณทางยาเฉพาะคือ ใบแก่ ปรุงเป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิด ขับเสมหะในลำไส้ เนื้อในผล แก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ ลดอาการกระหายน้ำ เมล็ดแก่ เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนในท้องเด็ก ประโยชน์ทางอาหาร ใบอ่อน ดอก รสเปรี้ยว ต้มส้มใส่ปลาน้ำจืดเนื้ออ่อน หรือไก่ อร่อยมาก เพราะจะมีกลิ่นหอมจากใบมะขาม ทำต้มยำต่าง ๆ หรือต้มโคล้งปลากรอบ หากขาดใบมะขาม จะไม่ได้รสชาติ ฝักอ่อน รสเปรี้ยวเช่นกัน ตำน้ำพริกมะขาม ใส่หมูสับเปิบกับข้าวสวยร้อน ๆ มีผักเคียงเยอะ ๆ เด็ดขาดนัก ฝักแ่ก่ ทุบพอแตก ปรุงแกงส้ม แกงคั่วสุดยอดจริง ๆ
“ขิง ตะไคร้ กระเพรา” บรรเทาข้อเท้าแพลงเวลาเกิดข้อเท้าแพลง ไม่ว่าจากการเดินแล้วเท้าแพลง หรือเกิดจากการเล่นกีฬา จะรู้สึกเจ็บปวดมาก ข้อเท้าบวม บางครั้งถึงกับเดินไม่ได้ ในสมัยก่อนส่วนใหญ่ใช้แต่น้ำมันหม่อง หรือน้ำมันเขียวทานวดเบา ๆ พอบรรเทาและหายได้ แต่ใช้เวลานาน ในทางสมุนไพรมีวิธีรักษาได้เหมือนกันและนิยมกันแพร่หลาย เพราะได้ผลดีและช่วยทำให้อาการขัดเท้าแพลงหายได้เร็วขึ้น
โดยเวลาที่เกิดข้อเท้าแพลง หรือข้อเท้าพลิก ให้เอาขิง ตะไคร้แกง หรือตะไคร้บ้าน และกะเพรา แบบสด กะจำนวนมากน้อยตามต้องการ ต้มกับน้ำท่วมข้อเท้า ต้มจนเดือดยกลงให้น้ำอุ่น เอาเท้าข้างที่แพลง หรือพลิกลงแช่พร้อมใช้มือนวดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้เลือดบริเวณดังกล่าวไหลเวียนดี ทำเช่นนี้ 2 – 3 วัน จะทำให้หายปวดและหายเร็วขึ้น
ขิง ตะไคร้ และ กะเพรา เป็นพืชครัว มีวางขายทั่วไปตามตลาดสด ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายแตกต่างกันไปตามรสชาติ และพืชครัวทั้ง 3 ชนิดนี้ นอกจากจะรับประทานได้อร่อยแล้ว แต่ละชนิดยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรมากมายไม่เหมือนกันอีกด้วย แต่เมื่อนำไปต้มรวมกันจะมีฤทธิ์เป็นยาช่วยบรรเทาอาการข้อเท้าแพลงหรือข้อเท้าพลิกเด็ดขาดมาก จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบสมุนไพร ชอบวิธีรักษาแบบธรรมชาติ และต้อมีเวลาในการต้มยาเท่านั้น

ที่มา : คอลัมน์เกษตรบนแผ่นกระดาษ โดยนายเกษตร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ